6 วิธีสังเกตแบงค์ปลอม กับ แบงค์จริง มีวิธีสังเกตง่าย ๆ แบบนี้เอง

ธนบัตรชนิดราคา 1,000 บาท แบบไม่มีแถบฟอยล์

1. เมื่อยกส่องกับแสงสว่างจะเห็นลายน้ำพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ชัดเจนทั้งด้านหน้า และด้านหลัง และรูปลายพุ่มทรงข้าวบิณฑ์โปร่งแสงเป็นพิเศษ


2. เมื่อพลิกเอียงธนบัตรส่วนที่เป็นสีทองของตัวเลข 1000 จะเปลี่ยนสลับเป็นสีเขียว


3. เมื่อสัมผัสด้วยปลายนิ้วมือจะรู้สึกสะดุดกับหมึกพิมพ์ที่อยู่บนผิวกระดาษ


4. ลายรูปดอกบัว พิมพ์แยกไว้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เมื่อยกส่องกับแสงสว่างจะซ้อนทับกันเป็นรูปดอกบัวที่สมบูรณ์


5. เมื่อเอียงธนบัตรเข้าหาแสงสว่าง และมองจากมุมล่างซ้ายเข้าหากึ่งกลางธนบัตรจะเห็นตัวเลขอารบิก 1000


6. เมื่อยกส่องกับแสงสว่างจะเห็นแถบสีโลหะฝังอยู่ในเนื้อกระดาษตามแนวตั้ง บนแถบมีตัวเลขจิ๋วแจ้งชนิดราคาธนบัตรลักษณะที่ปรากฎภายใต้รังสีเหนือม่วง (แสงแบล็กไลท์)

มีเส้นใยเรืองแสง สีแดง สีเหลือง และสีน้ำเงิน ในเนื้อกระดาษ


หมวดอักษรและเลขหมายเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีส้มเรืองแสง
สีเหลืองบริเวณลายประดิษฐ์รูปวงกลม และลายเส้นรัศมีตอนกลางเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเรืองแสง
**ออกใช้เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2542**

ธนบัตรชนิดราคา 1,000 บาท แบบมีแถบฟอยล์ (ปรับปรุง)

1. เมื่อยกส่องกับแสงสว่างจะเห็นลายน้ำพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ชัดเจนทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และรูปลายพุ่มทรงข้าวบิณฑ์โปร่งแสงเป็นพิเศษ


2. เมื่อพลิกเอียงธนบัตรส่วนที่เป็นสีทองของตัวเลข 1000 จะเปลี่ยนสลับเป็นสีเขียว

3. เมื่อสัมผัสด้วยปลายนิ้วมือจะรู้สึกสะดุดกับหมึกพิมพ์ที่อยู่บนผิวกระดาษ


4. แถบฟอยล์สีเงินรูปพระครุฑพ่าห์แนบเป็นเนื้อเดียวกับกระดาษ จะมองเห็นหลากสีหลายมิติ เมื่อพลิกเอียงธนบัตรไปมา


5. เมื่อเอียงธนบัตรเข้าหาแสงสว่าง และมองจากมุมล่างซ้ายเข้าหากึ่งกลางธนบัตร จะเห็นตัวเลขอารบิก 1000


6. เมื่อยกส่องกับแสงสว่างจะเห็นแถบสีโลหะฝังอยู่ในเนื้อกระดาษตามแนวตั้ง บนแถบมีตัวเลขจิ๋วแจ้งชนิดราคาธนบัตร
ลักษณะที่ปรากฎภายใต้รังสีเหนือม่วง (แสงแบล็กไลท์)


มีเส้นใยเรืองแสง สีแดง สีเหลือง และสีน้ำเงิน ในเนื้อกระดาษ


หมวดอักษรและเลขหมาย เปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีส้มเรืองแสง
สีเหลืองบริเวณลายประดิษฐ์รูปวงกลม และลายเส้นรัศมีตอนกลางเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเรืองแสง
**ออกใช้เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2548**

ธนบัตรชนิดราคา 500 บาท


1. เมื่อยกส่องกับแสงสว่างจะเห็นลายน้ำพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ชัดเจนทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และรูปลายประจำยามโปร่งแสงเป็นพิเศษ


2. เมื่อพลิกเอียงธนบัตรตัวเลข 500 จะเปลี่ยนสลับจากสีเขียวเป็นสีม่วง


3. เมื่อสัมผัสด้วยปลายนิ้วมือจะรู้สึกสะดุดกับหมึกพิมพ์ที่อยู่บนผิวกระดาษ


4. แถบฟอยล์สีเงินมีตราอักษรพระปรมาภิไธย “ภ.ป.ร.” และตัวเลข ๕๐๐ แนบเป็นเนื้อเดียวกับกระดาษ จะมองเห็นหลากสีหลายมิติ เมื่อพลิกเอียงธนบัตรไปมา

5. เมื่อเอียงธนบัตรเข้าหาแสงสว่าง และมองจากมุมล่างซ้ายเข้าหากึ่งกลางธนบัตรจะเห็นตัวเลขอารบิก 5006. เมื่อยกส่องกับแสงสว่างจะเห็นแถบสีโลหะฝังในเนื้อกระดาษตามแนวตั้งบนแถบมีตัวเลขจิ๋วแจ้งชนิดราคาธนบัตร


ลักษณะที่ปรากฎภายใต้รังสีเหนือม่วง (แสงแบล็กไลท์)


มีเส้นใยเรืองแสง สีแดง สีเหลือง และสีน้ำเงิน ในเนื้อกระดาษ


หมวดอักษรและเลขหมายเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีส้มเรืองแสง
บริเวณลายพื้นตอนกลางธนบัตรเปลี่ยนเป็นสีเขียวเรืองแสง
**ออกใช้เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2544**

ธนบัตรชนิดราคา 100 บาท แบบปรับปรุง


1. เมื่อยกส่องกับแสงสว่างจะเห็นลายน้ำพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ชัดเจนทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และรูปลายประจำยามโปร่งแสงเป็นพิเศษ


2. เมื่อสัมผัสด้วยปลายนิ้วมือจะรู้สึกสะดุดกับหมึกพิมพ์ที่อยู่บนผิวกระดาษ


3. แถบฟอยล์สีเงินรูปพระราชลัญจกรประจำพระองค์รัชกาลที่ ๙ แนบเป็นเนื้อเดียวกับกระดาษ จะมองเห็นหลากสีหลายมิติ เมื่อพลิกเอียงธนบัตรไปมา


4. เมื่อเอียงธนบัตรเข้าหาแสงสว่างและมองจากมุมล่างซ้ายเข้าหากึ่งกลางธนบัตร จะเห็นตัวเลขอารบิก 100


5. ที่ตัวเลขไทยด้านหน้าธนบัตรบรรจุตัวเลขอารบิก 100 ขนาดจิ๋วมองเห็นได้ชัดเจนเมื่อใช้แว่นขยาย6. เมื่อยกส่องกับแสงสว่างจะเห็นแถบสีโลหะฝังในเนื้อกระดาษตามแนวตั้ง บนแถบมีตัวเลขจิ๋วแจ้งชนิดราคาธนบัตร


ลักษณะที่ปรากฎภายใต้รังสีเหนือม่วง (แสงแบล็กไลท์)


มีเส้นใยเรืองแสง สีแดง สีเหลือง และสีน้ำเงิน ในเนื้อกระดาษ


หมวดอักษร และเลขหมายเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีส้มเรืองแสง
บริเวณลายประดิษฐ์ตอนกลาง และลายเส้นรอบพระราชลัญจกรเปลี่ยนเป็นสีส้มและสีเขียวเรืองแสง
**ออกใช้เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2548**

ธนบัตรชนิดราคา 50 บาท


1. เมื่อยกส่องกับแสงสว่างจะเห็นลายน้ำพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ชัดเจนทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และรูปลายดอกลอยโปร่งแสงเป็นพิเศษ


2. เมื่อสัมผัสด้วยปลายนิ้วมือจะรู้สึกสะดุดกับหมึกพิมพ์ที่อยู่บนผิวกระดาษ


3. ตัวเลข 50 พิมพ์แยกไว้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เมื่อยกส่องกับแสงสว่างจะซ้อนทับกันเป็นเลข 50 ที่สมบูรณ์

4. เมื่อเอียงธนบัตรเข้าหาแสงสว่างและมองจากมุมล่างซ้ายเข้าหากึ่งกลางธนบัตรจะเห็นตัวเลขอารบิก 50

5. ที่ตัวเลขไทยด้านหน้าธนบัตรบรรจุตัวเลขอารบิก 50 ขนาดจิ๋ว มองเห็นได้ชัดเจนเมื่อใช้แว่นขยาย

6. เมื่อยกส่องกับแสงสว่างจะเห็นแถบสีโลหะฝังอยู่ในเนื้อกระดาษตามแนวตั้ง บนแถบมีตัวเลขจิ๋วแจ้งชนิด

ราคาธนบัตร
ลักษณะที่ปรากฎภายใต้รังสีเหนือม่วง (แสงแบล็กไลท์)


มีเส้นใยเรืองแสง สีแดง สีเหลือง และสีน้ำเงินในเนื้อกระดาษ
หมวดอักษร และเลขหมาย เปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีส้มเรืองแสง
บริเวณลายประดิษฐ์ตอนกลาง เปลี่ยนเป็นสีเหลืองเรืองแสง
**ออกใช้วันที่ 1 ตุลาคม 2547**

ธนบัตรชนิดราคา 20 บาท


1. เมื่อยกส่องกับแสงสว่างจะเห็นลายน้ำพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ชัดเจนทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และรูปลายดอกจอกโปร่งแสงเป็นพิเศษ

2. เมื่อสัมผัสด้วยปลายนิ้วมือ จะรู้สึกสะดุดกับหมึกพิมพ์ที่อยู่บนผิวกระดาษ


3. ตัวเลข 20 พิมพ์แยกไว้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เมื่อยกส่องกับแสงสว่างจะซ้อนทับกันเป็นเลข 20 ที่สมบูรณ์

4. เมื่อเอียงธนบัตรเข้าหาแสงสว่างและมองจากมุมล่างซ้ายเข้าหากึ่งกลางธนบัตร จะเห็นตัวเลขอารบิก 20

5. ที่ตัวเลขไทยด้านหน้าธนบัตรบรรจุตัวเลขอารบิก 20 ขนาดจิ๋วมองเห็นได้ชัดเจนเมื่อใช้แว่นขยาย

6. เมื่อยกส่องกับแสงสว่างจะเห็นแถบสีโลหะฝังอยู่ในเนื้อกระดาษตามแนวตั้ง บนแถบมีตัวเลขจิ๋วแจ้งชนิดราคาธนบัตร

ลักษณะที่ปรากฎภายใต้รังสีเหนือม่วง (แสงแบล็กไลท์)


มีเส้นใยเรืองแสง สีแดง สีเหลือง และสีน้ำเงินในเนื้อกระดาษ
หมวดอักษรและเลขหมาย เปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีส้มเรืองแสง
บริเวณลายประดิษฐ์ตอนกลาง เปลี่ยนเป็นสีส้มเรืองแสง
**ออกใช้เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2546**

อย่างไรก็ดี เพื่อความมั่นใจเราจึงควรสังเกตจุดสำคัญต่างๆ บนธนบัตรอย่างน้อย 3 จุดขึ้นไป สำหรับธนบัตรแบบที่ใช้หมุนเวียนกันในปัจจุบัน ขอสรุปจุดสำคัญที่ไม่ควรพลาด คือ
-สังเกตธนบัตรปลอมด้วยวิธีสัมผัส เพื่อสัมผัส ตรวจสอบคุณสมบัติของกระดาษและลวดลายเส้นนูน
-สังเกตธนบัตรปลอมด้วยวิธียกส่อง เพื่อสังเกตสิ่งที่อยู่ในเนื้อกระดาษและลวดลายซ้อนทับ
-สังเกตธนบัตรปลอมด้วยวิธีพลิกเอียง เพื่อสังเกตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

ข้อมูลและรูปภาพจาก : CheckRaka.com

ใส่ความเห็น